เล่นหนังโป๊

 AIS ต้อนรับกระแสเทคโนโลยีปี 2554
ข่าว AIS

เทคโนโลยีตอนนี้ก้าวไกลไปมากและพฤติกรรมผู้ใช้อย่างเราๆก็เปลี่ยนแปลงไป หันไปใช้เทคโนโลยีผ่านมือถือ ทั้งการใช้อินเน็ตผ่านมือถือ ที่ทำได้หลากหลายมากขึ้น ดูหนัง,ฟังเพลง,ดูอินเตอร์เน็ต,โหลดเกมส์,โหลดแอปต่างๆ หรือจะเป็นการเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ฮิตกันถล่มทลายหลักๆ อย่างพวก Facebook ,Twitter , foursquare และอีกหลากหลายที่จะมีมาให้เล่น ถ้ามีสิ่งต่างๆพวกนี้บนมือถือก็ควรจะมีระบบมือถือที่ดี สัญญาณรองรับที่แรงพอไม่ใช่โหลด แอปนึงก็ปาเข้าไปเป็น ชม.และระบบสัญญาณมือถือที่จัดว่าแรงอันดับหนึ่งตอนนี้ก็คงเป็น AIS เค้าแหละ (จากประสบการณ์เคยทดลองใช้ระบบอื่นมาแล้วของตัวเองนะ) เห็น AIS เค้าเปิดโครงการเพื่อผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็ต้องมาศึกษากันหน่อยว่ามันดียังงัย à ควรเกริ่นสักหน่อยก่อนว่า “ล่าสุดเห็น AIS เค้าประกาศแนวทางการทำงานออกมาเพื่อสื่อเรื่องคุณภาพให้ผู้บริโภค” แล้วค่อยต่อว่า “เห็นเค้านำเสนอเรื่องดีๆ ผู้บริโภคอย่างเราก็ต้องมาศึกษากันหน่อย etc. “Quality DNAs คุณภาพในทุกมิติของการให้บริการ” อันนี้ตอบโจทย์ตอนนี้ได้ดีที่สุด เพราะเค้าเน้นคุณภาพหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น Device ที่ไม่ว่าจะเป็นมือถือแบบไหน จะเป็น basic phones, smart phones หรือ smart devices  AIS ก็สามารถรองรับได้หลายระบบปฏิบัติการ พร้อมแพ็จเกจการใช้งานที่เหมาะสม คุ้มค่าทั้ง voice และ data นำมาให้ลูกค้าก่อนใคร และพิเศษกว่าใครเสมอ Network (ระบบสัญญาณ) AIS จัดว่าเครือข่ายที่ใหญ่และดีที่สุด เป็นเครือข่ายที่ไร้ซึ่งรอยต่อ (seamless) สามารถเข้าได้กับทุกเทคโนโลยี โดยที่ผ่านมาพัฒนาเพิ่มความสามารถในการรองรับของ2G และขยายพื้นที่ให้บริการของ 3G ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และภายใน Q3 จะครอบคลุม กทม ปริมณฑล เชียงใหม่ โคราช ขอนแก่น ชลบุรี หัวหิน นครปฐาม ภูเก็ต Application AIS มีแอพพลิเคชั่นใหม่ ฮิต อินเทรนด์สำหรับลูกค้าทุกเซกเมนต์ ทุกระบบปฏิบัติการ  โดยเฉพาะ local applications ที่ตอบความต้องการเพื่อลูกค้าเอไอเอสที่จะทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น AIS Soccer Live แอพตัวแรกที่รายงานผลฟุตบอลครบทุกลีคทั่วโลกบน iphone และสมาร์ทโฟนอื่นๆ หรือ Layar แอพที่ให้ลูกค้ามองเห็นสิทธิพิเศษจากร้านค้าหรือข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆที่อยู่รอบตัวมากกว่าพันแห่งทั่วประเทศไทย Service ทาง AIS ขอมอบประสบการณ์ที่อุ่นใจ เช่น พนักงานที่สามารถให้บริการตอบคำถาม แก้ไขปัญหาและให้คำแนะนำ หรือ Roaming Care Solution บริการแบบครบวงจรสำหรับการใช้งาน smart phones ในต่างประเทศ รวมถึงสิทธิพิเศษร่วมกับร้านค้าพันธมิตรมากมายทั่วประเทศ สำหรับลูกค้าเอไอเอส ผ่านโครงการเซเรเนด และเอไอเอส พลัส ด้วยหลายๆสิ่งที่ทางค่ายนี้เค้าพัฒนาเพื่อผู้ใช้บริการ ที่ถือว่ายอมรับได้และเป็นผลดีกับเรา ไม่ใช่ว่าทางค่ายอื่นไม่ดีแต่การพัฒนาแข่งกันด้านคุณภาพเป็นผลดีกับผู้ใช้บริการทางมือถือ ในเมื่อเราเป็นผู้ที่จะต้องเสียค่าบริการแล้ว ควรได้ประสิทธิภาพทางการบริการที่ดีทุกด้าน เหมือนที่ค่ายนี้เค้ามี “คุณภาพในทุกมิติของการให้บริการ ”

XIII.S01E05.2
XIII

"Bienvenue à Bitterroot" XIII follows the trail of his identity to a paramilitary training camp in the Pacific Northwest named Bitterroot where he supposedly trained. As XIII tries to discover the nature of the secret mission he was being trained for, he runs afoul of the camp’s owner, Rech. It's all XIII can do to stay alive through the vicious training regime... and the ever-present danger of being discovered and executed as a spy. In the end, XIII finds some of the information he was looking for, but at a deadly cost.

แฟชั่นโชว์ แบรนด์ Manish Arora จาก BIFW 2013
BIFW 2013 /  Manish Arora / 

แฟชั่นโชว์ แบรนด์ Manish Arora จาก BIFW 2013 Siamparagon Bangkok International Fashion Week 2013      สำหรับคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2013-2014 แมนิช อโรร่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทางไปยังเทศกาล Burning Man ที่รัฐเนวาดาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเทศกาลศิลปะแบบหลุดโลก ที่เนรมิตทะเลทรายให้กลายเป็น street art ขนาดยักษ์สำหรับงานศิลปะที่ ไร้ขอบเขต ทุกคนจะแสดงออกถึงความเชื่อและความฝันอะไรก็ได้ โดยแมนิชได้จับภาพความงามของภาพทะเลทราย ธรรมชาติ ก้อนเมฆ และท้องฟ้าในบรรยากาศยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยสีสันอันอบอุ่นอย่างโทนสีส้ม ตัดกับองค์ประกอบของสีขาวและสีดำ และการเล่นแสงสี ยิงลำแสงเลเซอร์นีออนสีเขียวสะท้อนแสง ตัดไปมากับกับงานศิลปะรูปทรงเรขาคณิต มาสะท้อนตีความเข้ากับผลงานในรูปแบบงานตัดเย็บ การปัก และลูกปัดในแบบฉบับของตัวเอง โดยสามารถพบกับผลงานของแมนิช ออโรร่าได้ที่ Contemp Salon (คอนเท็มป์ ซาลอน) แหล่งรวมมัลติแบรนด์แฟชั่นสไตล์โมเดิร์น คอนเทม โพรารี ณ พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์      เสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่นี้ โดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคการจับจีบ (peplum) บนชุดเดรสและกระโปรงที่ให้ความรู้สึกถึงโครงร่างของผู้หญิงในรูปแบบใหม่ และเสริมด้วยเสื้อตัวโคร่ง สวมคู่กับกระโปรงทรงสอบ หรือกางเกงขาลีบ และสวมทับด้วยโค้ท พร้อมด้วยเสื้อแจ็คเก็ตที่นำเทคนิคใหม่ๆมาใช้ และเพิ่มความพิเศษด้วยงานปักอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ยังมี Knitwear ที่นำมาเผยโฉมเป็นครั้งแรก พร้อมชุดเดรสผ้าพลีตเสื้อสเวตเตอร์ผ้าถัก และ revisited twin set และได้แบรนด์ Lnsensee มาผลิตชุดชั้นในให้สำหรับคอลเลคชั่นนี้อีกด้วย      โทนสีที่ใช้เน้นเฉดสีของท้องฟ้า ไล่ตั้งแต่สีฟ้าไปจนถึงสีดำ สีกรมท่า และสีเขียว ผสมผสานควบคู่กับสีชมพูสว่าง สีส้มสดใส สีมัสตาร์ด และสีเขียวนีออน เนื้อผ้าเน้นความหลากหลาย อย่าง quilted neoprene, cotton velvet, silk crepe, nappa leather และ saga faux fur อีกหนึ่งไฮไลท์ของคอลเลคชั่นนี้ที่ขาดไม่ได้ก็คือ เครื่องประดับศีรษะอย่างหมวกหนังแบบ Turban (Moulded Leather Turbans) และ เครื่องประดับต่างๆมากมายที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของแมนิชเอาไว้ นั่นคือ การเพิ่มรายละเอียดผ่านงานปักและลายพริ้นท์หนัง บน iPad case, pounches, tote และ hobo bags และ corset belt อีกทั้ง ผ้าคลุมไหล่จากผ้าไหมและแคชเมียร์ เป็นต้นและยังได้ Amparali นักออกแบบและผลิตเครื่องประดับชื่อดังของประเทศอินเดีย มาร่วมสร้างสรรค์เครื่องประดับสำหรับคอลเลคชั่นนี้อีกด้วย      แมนิช ออโรร่า เป็นดีไซเนอร์ชาวอินเดียโดยกำเนิด เกิดและเติบโตที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เริ่มแรกเขาศึกษา ด้านการตลาด แต่ต่อมาก็หันมาศึกษาต่อด้านแฟชั่นที่ National Institute of Fashion Technology ที่เมืองนิวเดลี และสำเร็จการศึกษา ในปี 1994 พร้อมด้วยรางวัลแรกแห่งวิชาชีพในสายแฟชั่นที่การันตีความสามารถนั่นคือ Best Student Award หลังจากสำเร็จการศึกษาก็เริ่มต้นค้นหาสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของตน โดยนำแรงบันดาลใจต่างๆมาจากสิ่งรอบตัว ในประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติ, บทเพลง, วัฒนธรรม และผู้คน ก่อเกิดออกมาเป็นงานดีไซน์เสื้อผ้าที่แสดงถึงตัวตนของ แมนิช ออโรร่า จวบจนปัจจุบัน นั่นคือ สีสันอันโดดเด่น, บุคลิคที่ชัดเจน, งานฝีมือที่เน้นลูกเล่นของการตกแต่ง เย็บปัก ถักร้อย และลูกปัด      ด้วยความสามารถและพรสวรรค์ด้านการออกแบบ ทำให้ แมนิช อโรร่า เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เขาได้อวดผลงานบนเวทีแฟชั่นสำคัญๆ อาทิ ลอนดอน แฟชั่นวีคในเดือนกันยายน 2005 , ปารีส แฟชั่น วีค ครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2007 และ ในปี 2009 แมนิชยังได้รับเกียรติให้เป็นสมาชิกสมาพันธ์ห้องเสื้อสำเร็จรูปของฝรั่งเศส (The Chambre Syndicale du Prêt à Porter des Couturiers) อีกด้วย ต่อมาในปี 2011 เข้าร่วมกับแบรนด์ ปาโก้ โรบานน์ (Paco Robanne) ในบทบาทของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายสตรี คอลเลคชั่นแรกที่เขาทำให้ห้องเสื้อนี้ คือ ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2012 ซึ่งเปิดตัวที่ปารีสแฟชั่นวีคเมื่อเดือนตุลาคม 2011      ปัจจุบันผลงานของแมนิช อโรร่า มีจำหน่ายในร้านชั้นนำถึง 75 แห่งทั่วโลก เป็นที่ชื่นชอบของเหล่า ดารา นักร้อง และเซเลบริตี้ที่มีชื่อเสียงในวงสังคมต่างๆมากมาย อาทิ Katy Perry, Lady Gaga, Rihanna, Rossy de Palma และ Beth Ditto ด้วยแฟชั่นที่มีวิสัยทัศน์ที่มีเสน่ห์อย่างไร้ข้อกังขาของ แมนิช จึงทำให้เขาได้รับการขนามนามว่าเป็น จอห์น กาลิอาโน แห่งอินเดีย รายงานโดย  Women Mthai Team ภาพโดย : Covinus   

XIII.S01E09.1
XIII

"Braquage à la russe" XIII is hot on the trail of now-exposed CIA director Giordino and tracks him to a safe deposit box in Moscow where Giordino has secreted money, documents and blackmail materials in case of an emergency. XIII and Jones plan a daring bank robbery to get to Giordino’s stash before he does, but on breaking in, find more mysteries than answers. What XIII finds out is that keeping the team he put together in one piece might be harder than he ever thought. In the end, XIII may have to let the deadly Giordino get into the box so they can find out where his next move will take him. And that move might prove fatal to XIII and Jones.

6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก
ความรู้รอบตัว /  ความรู้รอบโลก / 

ตั้งแต่เราเริ่มจำความได้เราทุกคนก็คงจะได้ยินเพลงชาติทุกวัน ซึ่ง เพลงชาติ เป็นบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้น เพื่อปลุกเร้าให้หวนระลึกถึงหรือสรรเสริญประวัติศาสตร์ชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ หรือการต่อสู้ของชนในชาติ โดยได้รับการยอมรับจากรัฐบาลของชาตินั้นๆ อย่างเป็นทางการ หรือความตกลงใจร่วมกันของประชาชนในชาติว่า เพลงดังกล่าวเป็นเพลงประจำชาติของตน และแน่นอนว่าเนื้อหาของเพลงนั้นก็เป็นเนื้อหาปลุกใจให้เรามีความรักชาติ บรรพบุรุษของเรา แล้ววันนี้ทีนเอ็มไทย มี 6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก มาฝากกัน จะน่ากลัวยังไง? ตามไปดูกันเลย .. 6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก ทีนเอ็มไทยลองให้เพื่อนๆ คิดกันเล่นๆ ก่อนว่า6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก นี้น่าจะมีประเทศไหนบ้าง .. ติ๊กต๊อก ๆๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆ  ถ้าเพื่อนๆ คิดว่ามีประเทศ เกาหลีเหนือ, อีรัก, จีน, โซมาเลีย, ลิเบีย หรือประเทศที่ติดอันดับความอันตรายหล่ะ ไม่ใช่เลย! แล้วจะมีประเทศไหนหล่ะถ้าไม่ใช่ประเทศเหล่านี้ >,< 6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 6 : Algeria - "Qassaman"/"We Pledge" ประเทศแอลจีเรีย (Algeria) ครั้งหนึ่งเคยอยู่การปกครองของฝรั่งเศส ซึ่งคนในประเทศไม่ชอบเท่าไหร่เลยทำสงครามกองโจรต่อต้านฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่อง จนฝรั่งเศสยอมถอนตัวจากแอลจีเรีย จากนั้นก็มีการปฏิวัติรัฐประหารอยู่บ่อย ๆ และประเทศยังมีคงปัญหาเรื่องเชื้อชาติเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน ส่วนเนื้อเพลง " Qassaman " แปลเป็นไทยว่า คำปฏิญาณ เขียนใน 1956  โดย Moufdi Zakaria  เป็นเพลงชาติที่ใช้มายาวนานมากกว่า 10 ปี โดยผู้เชี่ยวชาญเพลงในประเทศมาช่วยกันออกความคิดเห็นช่วยกันแต่ง ซึ่งเนื้อหาของเพลงนั้นค่อนข้างออกมารุนแรงพิควรทีเดียว เกี่ยวกับการทำลาย การนองเลือด และยิงด้วยปืนกล และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ ดังนี้ “We swear by the lightning that destroys, By the streams of generous blood being shed" เราขอสาบานด้วยอำนาจการทำลายราวสายฟ้า ด้วยเลือดที่ไหลราวกับสายน้ำ "When we spoke, none listened to us, So we have taken the noise of gunpowder as our rhythm, And the sound of machine guns as our melody"เมื่อเราบอกกล่าว ถ้าไม่มีผู้ใดฟังเรา ดังนั้นเราจึงต้องใช้เสียงปืนเป็นจังหวะของชีวิตพวก และเสียงจากปืนคือเสียงดนตรีของพวกเรา 6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ  5. : Italy - "Il Canto degli Italiani"/"The Song of the Italians" ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ของเพลงชาติเกี่ยวกับอิตาลี มักเศร้าระทมจนกระทั้ง จูเซปเป ฟอร์ตูนีโน ฟรันเชสโก แวร์ดี (Giuseppe Verdi) เป็นคีตกวีบทเพลงประกอบโอเปรา ชาวอิตาลี (ค.ศ. 1813 – 1901) ได้แต่งเพลงที่ชื่อ "Il Canto degli Italiani" แปลเป็นไทยคือ เราพร้อมเพื่อตาย! ซึ่งเขาแต่งในช่วงที่ในขณะที่นครมิลาน พ่ายแพ้และถูกจักรวรรดิออสเตรียเข้ายึดครอง แวร์ดีได้ประพันธ์โอเปร่าเรื่อง Il Corsaro ขึ้น เพื่อให้ปลุกใจให้อิตาลีเป็นอิสรภาพจากประเทศออสเตรียในปี พ.ศ. 2390 และนำมาใช้เป็นเพลงชาติในปี พ.ศ. 2489  และพัฒนาเป็นเพลงชาติในที่สุด และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ "Mercenary swords, they're feeble reeds. The Austrian eagle has already lost its plumes. The blood of Italy and the Polish blood it drank, along with the Cossack. But it burned its heart."ทหารรับจ้างจะทำงานเพื่อเงินและรางวัลเท่านั้น  เราอ่อนแอราวนกอินทรีย์ที่สูญสิ้นปีก ชาวคอซ-เซ็คชอบดื่มเลือดของอิตาลี่และโปแลนด์ มันทำให้เราแสบหัวใจ 6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 4. : Hungary - "Himnusz/Hymn" แต่งโดย Kölcsey Ferenc ประเทศฮังการีนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีประวัติอย่างยาวนานมาตั้งแต่ในตอนศตวรรษที่ 9 และกล่าวจะมาเป็นประเทศ ฮังการีผ่านร้อนผ่านหวามมาเยอะเลยหล่ะ ทำสงครามโลก สงครามเย็น สงครามกลางเมืองที่แสนโหดร้าย ผู้บริสุทธิ์ถูกยิงไม่เว้นวัน เพลงสดุดีนี้ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้พลเมืองของประเทศทั้งหลายจับอาวุธขึ้น ต่อสู้ต่อต้านการกดขี่, ละเมิด, หรืออะไรก็ตามที่เป็นภัยคุกคาม และเพลง Himnusz มันเหนือกว่านั้น!! และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ "No freedom's flowers return, from the spilt blood of the dead, and the tears of slavery burn, which the eyes of orphans shed."ไม่มีดอกไม่แห่งเสรีภาพหวนคืนมา จากเลือดที่สาดกระเด็นของเหล่าวายชน และหยาดน้ำตากลายเป็นทาสจากการเผาไหม้ ความเคียดแค้นที่สุมอกที่หลั่งรินออกมาจากดวงตาของเหล่าเด็กกำพร้า 6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 3. : Turkey - "stiklal Mar/Independence March" “stiklal Mar”แปลว่า อิสรภาพ เขียนโดย Osman Zeki Üngör  ใช้อย่างเป็นทางการทางการ 12 มีนาคม  1921  เป็นเพลงกระตุ้นสำหรับการต่อสู้ในสงครามของตุรกีเพื่อรับอิสรภาพและเป็นเพลงสดุดีกล้าหาญสำหรับสาธารณรัฐที่ตั้งขึ้นด้วย ความรักอิสรภาพ, ศรัทธา, บรรลุผล,  ความหวัง และการอุทิศตัวให้สูงศักดิ์ ซึ่งจากประวัติศาสตร์ตุรกีต้องเผชิญการรุกรานของยุโรปและการดูถูกดูแคลน ดังนั้นพวกเขาจึงได้ใส่เรื่องราวเหล่านั้นเขาไปในเพลงชาติ ที่แสดงให้เห็นว่าใครมาแหยมประเทศอั๊วมันต้องตาย และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ " I' m  like  the  roaring  flood;   powerful  and  independent,   I' ll  tear  apart  mountains,   exceed  the  heavens  and  still  gush  out! "ฉันเหมือนน้ำท่วม ที่มีเสียงคำราม ทรงพลัง และอิสระ ฉันจะฉีกภูเขาอย่างละส่วน กินท้องฟ้า และทะลักออกมา! " Render  your  chest  as  armor  and  your  body  as  trench! " "หน้าอกของฉันเป็นอาวุธ และร่างกายของคุณเป็นคู!" "For  only  then,   shall  my  fatigued  tombstone,   if  there  is  one,   prostrate  a  thousand  times  in  ecstasy,   and  tears  of  fiery  blood  shall flow  out  of  my  every  wound" สำหรับเวลาต่อมา ที่ศิลาหน้าหลุมฝังศพของฉัน  ถ้ามีสิ่งหนึ่งนอนคว่ำพันเวลาในความปีติยินดีอย่างเหลือล้น  และน้ำตาและเลือดซึ่งลุกเป็นไฟได้ไหลออกมาจากทุกบาดแผลของฉัน และร่างกายไม่มีชีวิตของฉันได้หายไปจากโลกเสมือนจิตใจเป็นสิ่งที่ชั่วนิรันดร" 6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 2. : France - "Le Marseillaise"/"The Song of Marseille" ลามาร์แซแยส (La Marseillaise แปลตามตัวว่า เพลงแห่งเมืองมาร์เซย์) เป็นชื่อของเพลงชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย โคลด โจเซฟ รูเชต์ เดอ ลิสล์ (Claude - Joseph  Rouget) เมื่อวันที่ 25 เมษายน 1792 ที่เมืองสตราสบูร์ก ในแคว้นอัลซาส เดิมเพลงนี้มีชื่อว่า "Chant de guerre de l'Armée du Rhin" (แปลว่า "เพลงมาร์ชกองทัพลุ่มน้ำไรน์") เดอลิสล์ได้อุทิศเพลงนี้ให้แก่นายทหารชาวแคว้นบาวาเรีย (อยู่ในประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน) ซึ่งเกิดในประเทศฝรั่งเศสผู้หนึ่ง คือจอมพลนิโคลาส ลัคเนอร์ (Nicolas Luckner) เมื่อกองทหารจากเมืองมาร์เซย์ได้ขับร้องเพลงนี้ขณะเดินแถวทหารเข้ามายังกรุงปารีส ทำให้เพลงนี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป และกลายเป็นเพลงปลุกใจในการร่วมปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งยังเป็นที่มาของชื่อเพลงลามาร์แซแยสดังปรากฏอยู่ในปัจจุบันด้วย สมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศสได้ออกประกาศรับรองให้เพลงลามาร์แซแยสเป็นเพลงชาติฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2338 ต่อมาเพลงนี้ได้ถูกงดใช้ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 และมีการนำเพลงอื่นมาใช้เป็นเพลงชาติฝรั่งเศสแทนในระยเวลาดังกล่าวแทน หลังการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2373 เพลงนี้ก็ได้กลับมาใช้เป็นเพลงชาติในระยะสั้นๆ แต่ก็งดใช้อีกครั้งในสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ตราบจนกระทั่งฝรั่งเศสเข้าสู่สมัยสาธารณรัฐที่ 3 เพลงนี้จึงได้รับการรับรองให้เป็นเพลงชาติอย่างถาวรเมื่อ พ.ศ. 2422 และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ (ปล เขาบอกว่ามันคล้ายเพลงไทยอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าทำนอง หรือคำแปล) "Do you hear in the countryside, the roar of these savage soldiers, they come right into our arms, to cut the throats of your sons!" ทหารร้ายใจโจรตะโกนร้อง คำรามก้องในท้องทุ่งได้ยินไหม มันราญรุกบุกบ้านเพื่อเอาชัย ลูกเมียเรามันเชือดได้ให้ตายตาม” " Amour sacré de la patrie, Conduis, soutiens nos bras vengeurs ! Liberté, liberté chérie,Combats avec les défenseurs ! (bis)Sous nos drapeaux, que la victoireAccoure à tes males accents !Que les ennemis expirantsVoient ton triomphe et notre gloire !!" (ภาษาฝรั่งเศส) “เตรียมศาสตราอาวุธเร็วพี่น้อง รวมพลังเป็นหมู่กองให้เกรงขาม แล้วตบเท้าก้าวสู่แดนสงคราม ให้เลือดชั่วสาดตามรอยไถนา” Nous entrerons dans la carrière Quand nos aînés j’y seront plus ;Nous y trouverons leur poussière Et la trace de leurs vertus. (bis) Bien moins jaloux de leur survivre Que de partager leur cerceuil, Nous aurons le sublime orgueil De les venger ou de les suivre ! (ภาษาฝรั่งเศส) ความภูมิใจที่ได้รอดปลอดภัยอยู่ หรือจะสู้ได้ร่วมโลงเมื่อเป็นผี ได้แก้แค้น ได้ตายตาม เพื่อนโยธี คือศักดิ์ศรีทะนงไว้ในใจเรา 6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 1. : Vietnam - "Tien Quan Ca"/"Army March" ส่วนมากของเพลงสดุดีอื่นๆ บนอันดับนี้จะเน้นเรื่องสันติภาพ, ความภูมิใจแห่งชาติ หรืออะไรก็ตามอื่นๆ เลือด และไส้พุง แต่เพลงสดุดีของประเทศเวียดนามนั้นมันต่างกัน เพราะเน้นเรื่องสงครามทั้งหมด "Tien Quan Ca" แปลเป็นไทยคือ "มาร์ชทหารเวียดนาม" เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประพันธ์โดย เหงียน วัน คาวและใช้เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามใน พ.ศ. 2488 และนำมาใช้เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หลังจากการรวมประเทศในปี พ.ศ. 2519 โดยมีสองท่อน แต่ส่วนใหญ่จะร้องเฉพาะบท และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ (เฉพาะท่อนแรก) “ทหารเวียดนามทั้งหลาย รุกไปข้างหน้า ! ด้วยใจเด็ดเดี่ยวในการพิทักษ์มาตุภูมิ เสียงฝีเท้าที่เร่งเร้าของเราดังก้องทั่วท้องถนนอันยาวไกลและทุรกันดาร จิตวิญญาณของชาตินั้นสถิตในธงแดง อาบเลือดแห่งชัยชนะ เสียงปืนกระหน่ำอันยาวนานสอดประสานไปกับเสียงเพลงเดินทัพ หนทางสู่ความรุ่งเรืองของเราทอดทับบนซากศพของเหล่าศัตรู มาฝ่าฟันความทุกข์ยากนานัปประการ แล้วร่วมสร้างที่มั่นต้านข้าศึกกัน จงสู้เพื่อจุดมุ่งหมายของผองชนอย่างไม่ลดละ เร่งเข้าสู่สมรภูมิกันเถอะ! รุกไปข้างหน้า ! ทุกคนรุกไปข้างหน้า ! เวียดนามของเรานั้นอยู่ยืนยงชั่วกัปกัลป์” “ทหารเวียดนามทั้งหลาย รุกไปข้างหน้า! ธงดาวทองโบกสะบัดพลิ้ว นำปวงชนพ้นจาก ความทุกข์ยากลำเค็ญ เรามาร่วมมุมานะต่อสู้เพื่อสร้างชีวิตใหม่ จงลุกขึ้นสู้และทำลายโซ่ตรวนทิ้ง เพราะเราต้องกล้ำกลืนฝืนทนต่อความเคียดแค้นชิงชังมานานพอแล้ว จงเตรียมพร้อมต่อการเสียสละทุกสิ่ง เพื่อชีวิตอันรุ่งโรจน์ในภายหน้า จงสู้เพื่อจุดมุ่งหมายของผองชนอย่างไม่ลดละ เร่งเข้าสู่สมรภูมิกันเถอะ ! รุกไปข้างหน้า ! ทุกคนรุกไปข้างหน้า ! เวียดนามของเรานั้นอยู่ยืนยงชั่วกัปกัลป์” เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ขอบคุณที่มา http://www.d-looks.com/showblog.php?Bid=168

ปกป้องทันที สดชื่นทันใจ กับ  นีเวีย ซัน โพรเทค แอนด์ รีเฟรช
ครีมกันแดด /  นีเวีย / 

              อยากสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ก็ไม่ชอบทา โลชั่นกันแดด เพราะรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ ยิ่งอากาศร้อน ยิ่งไม่สบายตัว แล้วจะปกป้องผิวจากแสงแดดอันตรายได้อย่างไร  วันนี้ นีเวีย ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ชั้นนำระดับโลก ขอแนะนำ “นีเวีย ซัน โพรเทค & รีเฟรช อินวิซิเบิ้ล คูลลิ่ง มิสต์” ครั้งแรกกับนวัตกรรมล่าสุดของนีเวีย ซัน ที่มอบความสดชื่นทันทีที่ใช้ด้วยส่วนผสมของเมนทอล จึงทำให้รู้สึกเย็นเวลาที่ฉีดลงบนผิว เบาสบาย ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทิ้งคราบขาว สดชื่นอารมณ์ดี อีกทั้งปกป้องผิวจากแสงแดด ด้วยละอองสเปรย์เนื้อบางเบาที่ให้การปกป้องผิวกายจากแสงแดดในทันที ด้วยสูตรเอสพีเอฟ 50 พร้อมให้คุณเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้งได้ตลอดวันโดยลดความกังวลกับอันตรายจากแสงแดด            นีเวีย ซัน โพรเทค & รีเฟรช อินวิซิเบิ้ล คูลลิ่ง มิสต์ ใช้งานง่ายด้วยหัวสเปรย์ 360° จึงสามารถใช้ได้ทั่วเรือนร่าง ปกป้องแม้ผิวในบริเวณที่ทาไม่ถึง ส่วนผสมของเมนทอลช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นแม้วันอากาศร้อน และยังสนุกสุดขั้วกับกิจกรรมทางน้ำได้ด้วยสูตร วอเตอร์รีซิสแทนต์ พิสูจน์ความเย็นสดชื่นทันใจ พร้อมปกป้องผิวกายจากแสงแดดได้ในทันทีแล้ววันนี้กับ นีเวีย ซัน โพรเทค แอนด์ รีเฟรช อินวิซิเบิ้ล คูลลิ่ง มิสต์ ขนาด 200 กรัม สูตรเอสพีเอฟ 50 ในราคา 499  บาท à มีจำหน่ายที่ร้านเพื่อสุขภาพและความงาม และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ